ค้นหา
หัวข้อทั่วไป
  ความเป็นมาของโครงการ
  จุดประสงค์ของโครงการ
  เป้าหมายของโครงการ
  รายละเอียดของโครงการ
  แหล่งที่มาของเงินทุน
  กำหนดการ
  ติดต่อเจ้าหน้าที่



 

ความเป็นมาของโครงการ  

 

        ฟันและอวัยวะในช่องปากเป็นด่านแรกของระบบย่อยอาหารและมีความสำคัญสำหรับการติดต่อสื่อสารของผู้คนในสังคม แต่จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชนและสภาพสังคมที่เร่งรีบ ทำให้พฤติกรรมการบริโภคของคนเปลี่ยนไป ในขณะที่ระบบบริการสุขภาพและระบบการพัฒนาคนยังไม่สามารถปรับตัวรองรับให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เด็กไทยในปัจจุบันจึงประสบปัญหาทันตสุขภาพดังต่อไปนี้

  • ฟันผุเพิ่มขึ้น จากการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติทุก 5 ปี พบว่า เด็กอายุ 12 ปี (ซึ่งเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานในกลุ่มเด็กประถมศึกษา) มีแนวโน้มการเป็นโรคฟันผุเพิ่มมากขึ้น โดยมีสัดส่วนผู้เป็นโรคฟันผุร้อยละ 49.2, 53.9 และ 57.3 ในปี 2532, 2537 และ 2544 ตามลำดับ มีค่าเฉลี่ยฟันผุอุดถอน 1.5, 1.55 และ 1.64 ซี่ต่อคนในช่วงเวลาเดียวกัน
  • แปรงฟันที่โรงเรียนลดลง จากร้อยละ 83.7 ในปี 2536 เป็นร้อยละ 26.3 ในปี 2544 และแปรงฟันสม่ำเสมอลดลง จากร้อยละ 70.6 ในปี 2536 เป็นร้อยละ 56.1 ในปี 2544
  • กินขนมมากขึ้น แต่กินอาหารมีเส้นใยลดลง จากการศึกษาพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็ก 0-12 ปีที่มีผลต่อสุขภาพช่องปาก ปี 2547 พบว่า เด็กกินขนมวันละ 3-5 ครั้ง ใช้เงินค่าขนมวันละ 13 บาท
  • ได้รับบริการทันตกรรมลดลง จากการประเมินผลการจัดบริการสุขภาพช่องปากตามชุดสิทธิประโยชน์ทันตกรรมภายใต้โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปี 2547 พบว่า เด็กได้รับบริการทันตกรรมลดลงจากร้อยละ 20.3 ในปี 2537 (ระบบรายงานของกระทรวงสาธารณสุข) เป็นร้อยละ 16.5 ในปี 2546 (การสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ)
  • ความครอบคลุมบริการเคลือบหลุมร่องฟันมีอัตราต่ำมาก จากการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติ ปี 2544 พบว่า เด็กอายุ 12 ปีได้รับการเคลือบหลุมร่องฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งเพียงร้อยละ 5.3

       จากข้อมูลทางระบาดวิทยาของโรคฟันผุ ปี 2544 พบว่า เด็กมีอัตราการผุของฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่ง(หรือถ้านับตาม location ในปากคือฟันซี่ที่หก)สูงกว่าฟันซี่อื่นๆในช่องปากคือ ร้อยละ 51.4 ของเด็กอายุ 12 ปี โดยมีการผุของฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งของขากรรไกรล่างในสัดส่วนที่สูงอย่างชัดเจน คือ ร้อยละ 36.4 รองลงมาเป็นการผุในขากรรไกรบน ร้อยละ 17.5 ซึ่งเมื่อนับรวมกับฟันที่เริ่มผุหรือเสี่ยงต่อโรคฟันผุหากไม่ได้รับการเคลือบหลุมร่องฟันหรือการป้องกันแบบอื่น จะเป็นเด็กที่จำเป็นต้องได้รับการเคลือบหลุมร่องฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งถึงร้อยละ 55.2 ในขากรรไกรล่าง และร้อยละ 41.0 ในขากรรไกรบน ดังนั้น การป้องกันการเกิดโรคฟันผุในฟันซี่นี้จะสามารถลดการเกิดโรคฟันผุในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ อนึ่ง ฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อลักษณะการสบฟันซึ่งมีผลต่อเนื่องต่อการใช้งานของชุดฟันแท้ตลอดช่วงชีวิต การป้องกันการเกิดฟันผุในฟันซี่นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตด้วย วิธีการป้องกันการเกิดโรคฟันผุในฟันซี่นี้ ได้แก่ การทำการเคลือบหลุมร่องฟัน (Sealant) ในช่วงวัยที่ฟันเริ่มขึ้นมาในช่องปาก (อายุ 6 ปี) เพื่อรอเวลาให้ฟันขึ้นเต็มที่ในช่องปากซึ่งต้องใช้เวลาอีก 2 ปีต่อมา

       พร้อมกันนี้ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดในการป้องกันฟันผุ ฟันที่ได้รับการเคลือบหลุมร่องฟันแล้ว ยังจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการดูแลทำความสะอาดและได้รับฟลูออไรด์อย่างสม่ำเสมอ มาตรการที่เหมาะสมในที่นี้คือ การแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ทุกวัน ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างสุขนิสัยที่ต้องอาศัยความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานพอสมควร จึงจำเป็นต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่เด็กวัยก่อนเรียนซึ่งเป็นช่วงที่ฟันแท้กำลังจะขึ้น ไปจนถึงเด็กวัยประถมศึกษาซึ่งฟันแท้กำลังทยอยโผล่ขึ้นมาในช่องปาก

      โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะสนับสนุนให้เด็กวัยก่อนเรียนและเด็กวัยเรียนทุกคนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาได้รับการดูแลทันตสุขภาพอย่างเหมาะสม โดยมุ่งเน้นบริการส่งเสริมป้องกันทันตสุขภาพที่มีคุณภาพและครอบคลุม ร่วมกับการพัฒนาศักยภาพของเด็กในการดูแลรักษาอนามัยในช่องปากของตนเอง โดยคาดว่า จะสามารถลดอัตราการเกิดโรคฟันผุในฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งลงได้ร้อยละ 50 ในเด็กกลุ่มอายุ 12 ปี นอกจากนี้ ยังเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญเพราะเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการจัดระบบบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านทันตกรรมสำหรับเด็กทั่วประเทศ ด้วยวิธีบริหารจัดการแบบ Vertical program ภายใต้โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยครอบคลุมและเชื่อมโยงทุกมิติ ทั้งระบบการเงินการคลัง ระบบสารสนเทศ ระบบบริหารจัดการ ระบบพัฒนาคน และระบบสนับสนุน ภายใต้การประเมินผล

      โครงการอย่างเป็นระบบ การดำเนินโครงการนี้จึงมุ่งที่จะจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อการจัดระบบบริการส่งเสริมป้องกันทันตสุขภาพและการบริหารจัดการที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทที่แตกต่างกันของพื้นที่ และสามารถตอบสนองความจำเป็นของเด็กในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  กองทันตสาธารณสุข

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
อ.เมือง จ.นนทบุรี
โทร. 02-590-4213
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ที่อยู่ ชั้น 27-28 อาคาร จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล
เลขที่ 200 หมู่ 4 ถ.แจ้งวัฒนะ ต.ปากเกร็ด
อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120
โทร. 02-831-4000

^ TOP Page
   
  © Copyright National health security office. All Rights Reserved.2006